RSS

คลังเก็บหมวดหมู่: เสวนางานวิจัย

สำหรับบทความในหมวดนี้จะเน้นตอบคำถาม ปัญหาต่างฯที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัย เช่นการใช้ค่าสถิติ การเขียนวิทยานิพนธ์ เป็นต้

การเขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษ

 

บทคัดย่อ (Abstract) เป็นภาพรวมทั้งหมดของงานวิจัยหรือภาพรวมของงานวิทยานิพนธ์ที่นักศึกษาได้เขียนขึ้น ซึ่งหากจำแนกตามความยาวและการตีพิมพ์บทคัดย่อแล้วก็พอจะจำแนกได้เป็นสองประเภทอย่างกว้างๆ

  • บทคัดย่อในวิทยานิพนธ์ ซึ่งจะมีความยาวประมาณ 300-350 คำหรือไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ A4
  • บทคัดย่อในวารสารวิชาการ/งานประชุมวิชาการ จะมีความยาว 100-250 คำ

แต่หากเป็นการประชุมที่ได้รับการสนับสนุนจาก IEEE บทคัดย่ออาจมีความยาวไม่เกิน 50 คำก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่คณะกรรมการหรือวารสารวิชาการกำหนด

ปัญหาที่พบบ่อย ๆ เมื่อนักศึกษาเขียนบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่ การลำดับความคิด ลักษณะการใช้ภาษา  และจำนวนคำที่ยาวหรือฟุ่มเฟือยเกินไป สิ่งแรกที่นักศึกษาควรทำความเข้าใจก่อนเราไม่สามารถนำเสนอรายละเอียดของงานวิจัยหรืองานวิทยานิพนธ์ทั้งหมดได้  ดังนั้นควรถามตัวเองก่อนเลยว่า รายละเอียดใดเป็นสิ่งสำคัญที่ควรนำเสนอในบทคัดย่อ เช่นจำเป็นต้องใส่ความเป็นมาของงานวิจัยหรือไม่ ? จะทำอย่างไรให้ผู้อ่านเข้าใจงานวิจัยมากที่สุด นักศึกษาควรถามตัวเองดังต่อไปนี้นักศึกษาเขียนประโยคนี้เพื่ออะไร เป็นต้น

  • จำเป็นหรือไม่ที่ต้องให้รายละเอียดที่มาของงานวิจัย?
  • งานวิจัยเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอะไร? ทำไมจึงจำเป็นต้องศึกษางานวิจัยเรื่องนี้?
  • งานวิจัยนี้ทำได้อย่างไร มีกระบวนการดำเนินงานวิจัยอย่างไรบ้าง?
  • ผลที่ได้จากงานวิจัยเป็นอย่างไร?
  • จากผลที่ได้มันหมายความว่าอย่างไร สรุปได้อย่างไร หรือนำไปใช้อะไรได้?

หรืออาจกล่าวได้ว่าทุกประโยคที่เราเขียนในบทคัดย่อภาษาอังกฤษนั้นมีหน้าที่และกลวิธีการเขียนนักศึกษาต้องคิดถึงรูปแบบการเขียนด้วย ลองวิเคราะห์ตัวอย่างข้างล่างดูว่าแต่ละประโยคนั้นมีวัตถุประสงค์ต้องการสื่ออะไรให้แก่ผู้อ่าน

สไลด์1

จากด้านบน เราจะพบว่าองค์ประกอบของบทคัดย่อ จะมี introduction, research methodology,  results, discussion และ conclusion ตามลำดับ สำหรับนักศึกษาไทย เวลาที่เขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษมักนิยมเขียนแบบดั้งเดิมกล่าวคือ นิยมการขึ้นต้นประโยคภาษาอังกฤษว่า “The purpose of this experiment/survey/paper aims to…..” หรือ        “The objective of this study is to find out……” มากกว่าที่จะเน้นหัวข้อสำคัญ หรือเน้นย้ำถึงจุดเด่นของงานวิจัยของตัวเอง สำหรับงานวิจัยทางภาษาศาสตร์ มักเน้นที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางทฤษฎี จำนวนข้อมูล และปรากฏการณ์ต่างๆที่น่าสนใจดังนั้นนักศึกษาควรถามตัวเองว่า ทำไมงานวิจัยที่เราทำจึงน่าสนใจ และมีจุดเด่นที่อะไร กระบวนการวิจัย ผลการทดลอง กลุ่มประชาการ หรือการนำไปประยุกต์ใช้ก่อนที่จะเขียนบทคัดย่อ สำหรับบทคัดย่อภาษาอังกฤษที่ดีควรมีคุณลักษณะต่างๆ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้

  • หัวข้อวิจัยน่าสนใจและกำลังเป็นที่สนใจสำหรับสาขานั้นๆ
  • มีการระบุหัวข้อปัญหาในบทคัดย่ออย่างชัดเจน
  • มีการเรียงลำดับความคิดหรือการให้รายละเอียดแก่ผู้อ่านอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
  • ใช้กลวิธีการเขียนภาษาอังกฤษที่ชัดเจน ถูกไวยากรณ์ ไม่ใช้ภาษาที่หรูหราหรือฟุ่มเฟือยจนเกินไป

นอกจากนั้นแล้วนักศึกษาควรศึกษากลวิธีการเขียนบทคัดย่อที่ดีจากแหล่งอื่นๆด้วย แม้ว่าเราไม่ใช่เจ้าของภาษาแต่เราสามารถศึกษาวิธีการพัฒนาบทคัดย่อจากแหล่งอื่นได้ สำหรับนักศึกษาคนไหนสนใจเรื่องวิธีการเขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก web site อื่นได้เช่น

▪    http://graduate.east.spu.ac.th/KM/AcademicWriting(F)/main/mainmenu.htm

มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรีได้มีการจัดองค์ความรู้และมีแบบฝึกหัดออนไลน์เกี่ยวกับการเขียนบทคัดย่อและส่วนอื่นๆของบทความวิจัยภาษาอังกฤษโดยอธิบายเป็นภาษาไทย รวมทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการศึกษากลวิธีการเขียนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ

▪    http://www.phrasebank.manchester.ac.uk/

สำหรับนักศึกษาที่พอจะเขียนภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่แน่ใจวิธีการใช้สำนวนต่างๆ สามารถศึกษากลวิธีการเขียนที่ academic phrasebank ของ The University of Manchesterได้ซึ่งจะมีกระบวนการเขียนเน้นย้ำจุดเด่นหรือกระบวนการวิจัยภาษาอังกฤษโดยจำแนกตามหัวข้อต่างๆ เช่น สำนวนที่ใช้ในการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นต้น

สำหรับคนที่ไม่แน่ใจเรื่องทักษะการเขียนสามารถลองใช้โปรแกรมช่วยตรวจทานการเขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษของตัวเองได้อีกทางหนึ่ง Paperrater จะช่วยระบุปัญหาหรือแสดงส่วนที่น่าสงสัยว่าอาจเขียนผิดเป็นต้น เพื่อช่วยให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะการเขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษได้อีกทางหนึ่ง

บรรณานุกรม
Swales & Feak (2012). Abstracts and the Writing of Abstracts. Michigan: University of Michigan Press

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 

การออกแบบ PowerPoint เพื่อนำเสนอผลงานทางวิชาการ

เมื่อนักศึกษาต้องเข้าร่วมการประชุมวิชาการในฐานะผู้นำเสนอผลงานวิชาการ จำเป็นต้องนำเสนอแบบปากเปล่า ซึ่งโดยมากรูปแบบการนำเสนอแบบปากเปล่าจะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที อาจมีการรวมเวลาตอบข้อซักถามเข้าด้วยกัน ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักเจอจากนักศึกษาเวลาต้องนำเสนอผลงานวิชาการแบบปากเปล่าพอจะแบ่งออกกว้าง ๆ คือปัญหาจากการออกแบบ PowerPoint เพื่อการนำเสนอผลงาน และ ปัญหาจากวิธีการนำเสนอแบบปากเปล่า ดังนั้นในส่วนนี้จะอธิบายเรื่องวิธีการออกแบบ PowerPoint อย่างคร่าว ๆ ซึ่งนักศึกษาสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความเรื่อง “PowerPoint เพื่อการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ

นักศึกษาลองเปรียบเทียบรูปแบบของการนำเสนอจากตัวอย่างข้างล่างนี้ จะพบว่ามีการใส่รายละเอียดมากเกินไป ดังนั้นเราจะคาดหวังให้ผู้ฟังอ่านเนื้อหาตามคงไม่ได้ การใส่รายละเอียดมากมายไม่ได้ทำให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อหาของเรา หรือติดตามเนื้อหาที่เรานำเสนอ แต่เราต้องทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าเนื้อหางานวิจัยของเรานั้นเกี่ยวข้องกับอะไร ผลที่ได้เป็นอย่างไร และบทสรุปคืออะไร หากเป็นการนำเสนอแบบเชิงวิชาการ จำเป็นหรือไม่ที่เราต้องใส่เนื้อหางานวิชาการต่างๆจำนวนมาก หรือออกแบบ PowerPoint เกือบ30-40 หน้า เพียงเพื่อจะนำเสนอภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 นาที เป็นต้น

ดังนั้นผู้นำเสนอต้องคิดรูปแบบและวิธีการนำเสนอ และไม่ควรใส่การ์ตูนหรือการตกแต่งอะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาการนำเสนอ ซึ่งหากลองเปรียบเทียบกับตัวอย่างการนำเสนอ PowerPoint ทีดีนั้น ผู้นำเสนอทำอย่างไรจึงทำให้คนอ่านเข้าใจได้ว่าผลงานของเรามีจุดเด่นคืออะไร และสามารถทำให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างชัดเจนได้มากแค่ไหน ดังนั้นผู้นำเสนอควรตระหนักว่า PowerPoint เป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยในการนำเสนอ แล้วควรทำอย่างไรการนำเสนอนั้นจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากดูตัวอย่างรูปแบบการนำเสนอ PowerPoint การนำเสนอ PowerPoint ควรเน้นที่หัวข้อ หรือคำสำคัญเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจภาพรวมของผลงานวิชาการให้มากที่สุด

สำหรับการนำเสนอกระบวนการ หรือ ผลการทดลองต่างๆ ผู้นำเสนอสามารถใช้แผนผัง รูปภาพตาราง เพื่อทำให้ผู้ฟังติดตามหรือสรุปผลได้อย่างชัดเจน นอกจากจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการนำเสนอแล้วยังทำให้ผู้ฟังเข้าจะกระบวนการรวมทั้งขั้นตอนการทำงานวิจัยได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่นรูปตัวอย่างที่ 1แสดงให้เห็นตัวอย่างการนำเสนอขั้นตอนงานวิจัยโดยใช้รูปภาพ รวมทั้งแผนผังเพื่อสรุปกระบวนการทีละขั้นของการเก็บข้อมูล เป็นต้น

example of PPT1

รูปที่ 1 ตัวอย่างการนำเสนอขั้นตอนงานวิจัยโดยใช้รูปภาพ และแผนผัง

นอกจากนี้แล้วผู้นำเสนอสามารถใช้เกณฑ์ที่อยู่ในหน้าถัดไปเพื่อช่วยประเมินการออกแบบ PowerPoint อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เกณฑ์การออกแบบ PowerPoint อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ขนาดตัวอักษร

  • ชื่อเรื่อง/หัวข้อ ตัวอักษรมีขนาดมากกว่า 32 pt
  • ลำดับหัวข้อย่อย ตัวอักษรมีขนาดมากกว่า 20 pt

2. เฉดสีที่ใช้ในการออกแบบ PowerPoint

  • เฉดสีตรงข้ามกับสภาพแวดล้อมในการสำเสนอ เช่นหากห้องสว่างไม่ควรใช้สีสว่างจะทำให้เห็นไม่ชัดเจนเป็นต้น
  •  เฉดสีพื้นหลังโทนมืดแล้วใช้ตัวอักษรสีโทนสว่างจะทำให้เห็นชัดเจนมากกว่า
  • เฉดสีพื้นหลังโทนสว่างแล้วใช้ตัวอักษรสีโทนมืดขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของห้อง

3. ความเหมาะสมของเนื้อหาใน PowerPoint

  • ควรนำเสนอเฉพาะโครงร่าง (Outline)หรือลำดับหัวข้อสำคัญ ไม่ใช่รายละเอียดทุกอย่างที่ผู้นำเสนอต้องการบรรยาย
  • หากสามารถนำเสนอโดยใช้รูปภาพและตารางจะทำให้เนื้อหาเข้าใจมากกว่า

4. การระบุแหล่งอ้างอิงที่มา (References)

  • อาจจะใส่แหล่งที่มาใต้รูปภาพ หรือระบุแหล่งที่มาของการอ้างอิงในหน้าสุดท้ายของPowerPoint
  • รูปแบบการอ้างอิงนั้นมีความถูกต้องโดยใช้เกณฑ์การอ้างอิงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น APA

5. การใช้ภาพเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนสไลด์ (Animation)

  • ความเหมาะสมของภาพเคลื่อนไหว ต้องไม่ดึงความสนใจจากเนื้อหานำเสนอหลัก
  • ระยะเวลาการใช้ภาพเคลื่อนไหวต้องไม่มากเกินไปหรือทำให้ลายตา
  • การเปลี่ยนสไลด์ของ PowerPoint ต้องเป็นในทิศทางเดียวกัน

6. ขนาดของ File PowerPoint

  • ขนาด file ของ PowerPoint ไม่ควรใหญ่เกินที่งานประชุมกำหนด และ หากมีภาพขนาดใหญ่ก็สามารถบีบอัดให้มีขนาดเล็กลงได้

• 7. การใช้เอกสารประกอบคำบรรยาย

  •  ผู้นำเสนอไม่จำเป็นต้องพิมพ์ PowerPoint ทุกหน้าแต่ควรเน้นที่จุดเด่นของการนำเสนอ เช่นผลการวิจัยและข้อสรุป เอกสารประกอบการบรรยายให้รายละเอียดอื่นๆเพิ่มเติมและสัมพันธ์กับเนื้อหาในการนำเสนอ
  • ตัวเอกสารประกอบการบรรยายไม่ควรเกิน 3-5 หน้า

วิธีการนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation)

ส่วนนี้จะเป็นการสรุปวิธีการนำเสนอแบบปากเปล่า หากเราแบ่งการนำเสนอออกมาเป็นสามช่วง คือการเกริ่นนำ การนำเสนอเนื้อหา และการสรุปผลของสิ่งที่เรานำเสนอ ในระยะเวลาที่การประชุมกำหนดเราจะมีวิธีการนำเสนออย่างไรจึงสามารถดึงผู้ฟังและทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมเข้าใจเนื้อหาที่เรานำเสนอได้มากที่สุด และต้องไม่ลืมว่าเราต้องเหลือเวลาสำหรับการตอบข้อซักถามของผู้รับฟังด้วย สิ่งแรกที่ผู้นำเสนอควรทำคือแบ่งเวลาของการนำเสนอ เช่นการนำเสนอในเวลาที่กำหนดคือ 30 นาที เราควรใช้เวลาเกริ่นนำกี่นาทีเป็นต้น รวมทั้งวางแผนระยะเวลาการนำเสนอตลอดจนการตอบข้อซักถามเพิ่มเติมด้วย
การเกริ่นนำ เป็นส่วนแรกที่ผู้นำเสนอจะดึงความสนใจของผู้ฟัง กล่าวคือต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ ทักทายและแนะนำว่าผู้นำเสนอคือใคร และทำให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมต่อหัวข้องานวิจัย เช่นตั้งคำถามเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนฟังเป็นต้น ก่อนที่จะดึงผู้ฟังเข้าสู่เนื้อหาการนำเสนอ แล้วบอกวัตถุประสงค์ของการนำเสนอเป็นต้น และระยะเวลาการเกริ่นควรใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที
การนำเสนอเนื้อหา ถือได้ว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด จงทำให้กระชับด้วยการใช้ตัวอย่าง สื่อการนำเสนอ แผนภูมิต่าง ๆ โดยสรุปประเด็นสำคัญตามลำดับของเนื้อหาเพื่อที่จะทำให้คนฟัง ผู้นำเสนอบางคนจะมีการใช้ลำดับ PowerPoint เพื่อเตรียมคนฟังให้พร้อมก่อนนำเสนอหัวข้อถัดไปตามตัวอย่างด้านล่าง ซึ่งระยะเวลาการนำเสนอเนื้อหาหลัก ไม่ควรใช้เวลาเกิน 10-15 นาที หากเวลาไม่เพียงพอผู้นำเสนอสามารถสรุปประเด็นสำคัญโดยใช้แผนภูมิรูปภาพมาช่วยอธิบายเป็นต้น

Example of PPT2

รูปที่ 2 ผู้นำเสนอเตรียมความพร้อมของผู้ฟังว่าลำดับต่อไปจะเป็นกระบวนการทดลอ

การสรุปผล เป็นส่วนสุดท้ายของซึ่งผู้นำเสนอควรสรุปใจความสั้นๆของสิ่งที่นำเสนอทั้งหมด ขอบคุณผู้เข้าฟัง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ฟังซักถาม โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการนำเสนอทั้งหมด ซึ่งการแบ่งเวลาจะทำให้การนำเสนอแบบปากเปล่ามีประสิทธิภาพ

*ส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการบรรยายเชิงปฏิบัติการ เนื่องจากมีคนเชิญโมนาไปเป็นวิทยากร อันนี้เป็นเพี่ยงต้นฉบับบางส่วนที่โมนามองว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทกท่าน

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 

เมื่อจะตีพิมพ์จงระวัง Bogus Journals

 

สวัสดีค่ะ

โมนาไม่ได้มาเขียนนานมาก หมดไอเดีย เอ้ยไม่ใช่ คือปั่นเขียนบทความวิจัย อยู่ดีๆ ก็ได้จดหมายขอเชิญโมนาเขียนต้นฉบับไปตีพิมพ์ในวารสารระดับ international refereed journals โอ้พระเจ้าช่วยกลัวยทอด เราดังใหญ่แล้ว พออ่านไปทำไมจดหมายมันแหม่งๆ คือหากโมนาจะส่งต้นฉบับ เค้ารับรองว่าตีพิมพ์์ให้เราแน่ๆ แต่ต้องเสียเงินอีก 400-600$ เป็นค่า reviewers โมนาก็งงสิคะ อันนี้เป็นตัวอย่างอีเมล์ค่ะ

Dear  XXXXX,

This is Modern Education Review (ISSN 2155-7993), a professional journal published worldwide by Academic Star Publishing Company, New York , NY, USA. We have learned your paper “XXXX (The name of paper)” at the XXXX Conference .
If you have the idea of making our journal a vehicle for your research interests, please send the electronic version of your paper to us through email attachment in MS word format. All your original and unpublished papers are welcome. Hope to keep in touch by email and publish some papers or books from you and your friends in USA. As an American academic publishing group, we wish to become your friends if necessary. We also want to invite some people to be our reviewers or become our editorial board members. If you are interested in our journal, you can send your CV to us.
You can find our sample issue in the attachment. Expect to get your reply soon.

Best regards,

XXXX
Journal of XXXXXXXXXXXXXXXXXX
XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

อันนี้ป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งนะคะ ยังมีอีกหลายฉบับที่พวกเราได้รับกัน เพื่อนโมนาพอไป present paper โอ้ได้จดหมายแบบนี้พวกเราก็ปลื้มสิคะ แสดงว่าเราใกล้เป็นมืออาชีพ แต่มันแปลกๆ ปรกติแล้วการตีพิมพ์ต้องใช้เวลาพอสมควร คำถามคือวารสารนี้ได้มาตรฐานหรือไม่ หากโมนาไปตีพิมพ์ ยอมจ่ายเงิน โมนาได้ผลงานวิชาการ เอมันแปลกๆ ปรกติโมนาจะใช้เกณฑ์วารสารที่มีอยู่บนฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Sciencedirect Scopus Willson หรือ Sage เป็นต้น กล่าวคือโมนาจะต้องตรวจสอบค่า impact factor ได้แล้วตีพิมพ์ไม่ต่ำกว่า 5 ปีค่ะ พอเห็นเลยลองค้นข้อมูลดูเลยรู้ว่าปัจจุบันมีฐานข้อมูลแบบเปิดมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Database Open Access Journal (DOAJ) เวลาที่เราหาข้อมูลทาง internet นั้นไม่ได้แปลว่าเราสามารถเชื่อถือข้อมูลทั้งหมดได้ บางคนถูกบังคับว่าต้องตีพิมพ์ในฐานข้อมูล เลยเป็นช่องว่างให้กับพวกเหลือบไรทางวิชาการ กล่าวคืิอรับรองว่าคุณได้พีพิมพ์ด้วยการจ่ายเงิน

ในฐานะของคนที่ทำงานวิจัย โมนาไม่รู้ว่าหน่วยงานหรือสถาบันต่างๆได้เจอปัญหาเรื่องนี้หรือไม่แต่ที่เขียนขึ้นมา เพียงเพื่อให้คนทั่วไปตระหนักถึงเรื่องมาตรฐานของวารสารวิชาการด้วย พอลองตรวจสอบให้ลึก โมนาก็พบว่างาน MA thesis ของตัวเองถูกคนลอกไปตีพิมพ์ใน Bogus Journal ด้วย อึ้งสิคะ ปรกติการเขียนบทความภาษาอังกฤษจะมีความเข้มงวดเรื่อง copyright มากๆ กับอนุญาตให้งานวิชาการแบบตัดแปะ ตีพิมพ์สุดยอดอ่ะ ตีพิมพ์แล้วจบแน่ อืมๆๆ ทางลัดมันช่างมีเยอะเสียเหลือเิกิน

สำหรับคนไหนที่ไม่แน่ใจว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าวารสารเล่มไหนควรตีพิมพ์หรือไม่ สามารถตรวจสอบได้กับ ISI list โมนามาจากด้านภาษา หากยกตัวอย่างข้อมูลคงแนะนำไปอ่านบทความเพิ่มเติมจาก

Spotting Bogus Journal in TESOL and Applied Linguistics

http://xa.yimg.com/kq/groups/22711633/17120545/name/Spotting+bogus+journals+-+2+Sep+2012.pdf

ตัวอย่างวารสารวิชาการที่เข้าข่ายน่าสงสัย

http://scholarlyoa.com/2012/12/06/bealls-list-of-predatory-publishers-2013/

http://scholarlyoa.com/publishers/

นอกจากนั้นเราสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่ารายชื่อพวกนี้น่าเชื่อถือหรือไม่ หรือลองดูคุณภาพของทีมบรรณาธิการ เกณฑ์ตา่ม link ข้างล่างน่าจะให้ข้อมูลอะไรได้บ้าง

http://scholarlyoa.com/2012/11/30/criteria-for-determining-predatory-open-access-publishers-2nd-edition/

ขอให้จงระวังให้ดีค่ะ ก่อนตีพิมพ์อย่าพึ่งดีใจ ไม่งั้นพวกเราต้องเสียเงินให้กับเหลือบไรวิชาการค่ะ

โมนา

 

 

 

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 

Sentiment Analysis รู้นะว่าคิดอะไรอยู่

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน วันนี้ขอพูดเรื่องวิวัฒนการกระบวนการศึกษาที่เรียกว่า Sentiment Analysis แน่ะ หลายคนคงงงว่ามันคืออะไร ส่วนคนไหนที่รู้จัก Natural Language Processing กับ Artificial Intelligence อาจคุ้นหูทันที พูดง่ายก็คือการแยกหรือวิเคราะห์ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกจากบทความ ข่าวสาร ที่เราต้องการวิเคราะห์ ปัจจุบันการวิเคราะห์ Sentiment Analysis มักใช้กับความเคลื่อนไหวของ web site ด้วย เช่นเดี๋ยวนี้ก็มี Blog หรือผลิตภัณฑ์หลายอย่างต้องการรู้ว่าลูกค้ารู้สึกอย่างไรกับผลิตภัณฑ์ มีความเห็นเชิงบวกหรือเชิงลบ เป็นต้น โดยแยกข้อเท็จจริง (Facts) ออกจากความเห็น Opinion อธิบายง่ายๆ

  • Netbook มีขนาดเล็ก
  • เราไม่ชอบ Netbook ใช้งานไม่ดี 

ประโยคแรกเป็นข้อเท็จจริงแต่หากเมื่อใดก็ตามเราแสดงทัศนคติเหมือนในประโยคที่สอง โปรแกรม Sentiment Analysis จะทำหน้าที่จับแยกคำที่แสดงความเห็น เช่น คำว่า “ไม่” แสดงความรู้สึกแง่ลบเป็นต้น โดยมากการวิเคราะห์นี้มักใช้ในเชิงธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อ

  • ดูการตอบสนองของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์
  • จัดการกับภาพลักษณ์ของบริษัท สินค้า และลูกค้า
  • สำรวจความคิดเห็นในระดับ Global scale

น่าเสียดายตรงที่ Sentiment Analysis ใช้กับภาษาอังกฤษ ในขณะที่ภาษาไทยยังคงมีข้อจำกัดในการหาความน่าจะเป็น แต่หากใครอยากลองเล่นดูก็น่าสนุกดี ปัจจุบันมีทั้งการวิเคราะห์ Sentiment Analysis ของ Tweeters, CNN, ความคิดเห็นทางการเมือง และอื่นๆ  อ้าวมาลองเล่นกันดีกว่าจะได้รู้ว่าม้นคืออะไร

1. http://www.lexalytics.com/demo

ถึงแม้จะเป็น demo ก็ลองเลือกคำว่า Web Demo ดู  Web นี้อนุญาตให้เราเลือกวิเคราะห์ภาษายุโรปอื่นๆได้ด้วยเช่น  ฝรั่งเศส เยอรมัน เป็นต้น การทดลองง่ายๆ เราลองเอาบทความภาษาอังกฤษ เช่น teacher’s diary บันทึกการสอนของครูหรือนักเรียนที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ copy ลงในช่องว่าง อันนี้เป้นตัวอย่างวิเคราะห์ โมนาลองเอาจดหมาย Scam e-mail มาลองเล่นดูว่าจะเป็นยังไงกันบ้างโปรแกรมจะแสดงผล 4 ด้านให้กับเรา อันแรกแสดงบทสรุปของบทความที่เรามทำการวิเคราะห์ สองแสดงความสัมพันธ์เชิงบวกและลบจากตัวบทความ และมีการระบุว่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกับหัวข้อใดเป็นต้น (Topics และ Theme)  นอกจากนี้ยังมี web อื่นให้ลองเล่นดูด้วย

2. http://www.intridea.com/tweetsentiments

เป็นการติดตามความคิดเห็นผ่าน Tweeters อันนี้โมนาไม่ได้เล่นเนื่องจากไม่ชอบพิมพ์ข้อความผ่านมือถือค่ะ เลยไม่ได้ทดลองเล่น อยากรู้ก็ลองไปเล่นเองหรือถามอากู๋ดูเองละกัน

3. http://www.scanandtarget.com/curator-trial

หากเปรียบเทียบการค้นหาความคิดเห็นผ่าน Tweeters โมนกลับมองว่า curator กลับทำให้เข้าใจง่ายกว่าและไม่ยาก แถมมี interface ที่ใช้งานง่ายกว่าอีกด้วย โดยการ tag keywords แต่บังคับให้เราต้อง sign up เป็นต้น

 

 

 

 

4. http://www.rankspeed.com/ 

อันนี้เหมาะสำหรับการสำรวจความคิดเห็นผ่านทาง Internet ได้ดีพร้อมทั้งบอกเปอร์เช็นต์เชิงบวกเชิงลบได้ด้วย ให้ลองไป click ที่ search อย่างโมนาใส่ topic คำว่า Iphone 5 อันนี้คือตัวอย่างความคิดเห็นว่าเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ เป็นต้น หากอยากรู้ว่าคนนิยม Iphone หรือ Smartphone ก็ลองไปเล่นดูกันเองค่ะ

 

 

นอกจากนี้ยังมี web อื่นให้เล่นด้วย เช่น Tweetfeel และ Mood Views เป็นต้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

วันนี้ขอเขียนแค่นี้ก่อนค่ะ เดี๋ยวว่างว่างจะมาเขียนเรื่อง Edutecher  ต่อนะคะ

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 

รู้ไต๋โจรกรรมวิชาการตอนที่ 4

พูดถึงเรื่องโจรกรรมทางวิชาการ โมนาไม่ได้เขียนเรื่องพวกนี้นานมากได้แต่ร่างต้นฉบับไว้แล้วเก็บขึ้นหิ้งเนื่องจากไม่ค่อนมีเวลาเขียน สำหรับโมนาแล้วการเขียน blog โมนาไม่ได้มีเวลาเขียนมากเหมือนเมื่อก่อน เอาเป็นว่าวันนี้จะมาเขียนเรื่องแบ่งปันประสบการณ์การใช้ Turn it in และแนะนำ web site ใหม่ๆ สำหรับการตรวจสอบเรื่อง plagiarism โดยตรง

  • ข้อดีของการใช้โปรแกรมตรวจสอบทางวิชาการคืออะไร?

สำหรับโมนาในฐานะนักศึกษาและคนทำงานวิชาการ โมนามองว่าการใช้่โปรแกรมตรวจสอบการโจรกรรมทางวิชาการนั้น เป็นการตรวจสอบเพื่อยกระดับงานเขียนของเรา  ขณะเดียวกัีนช่วยตรวจสอบว่าเรามีการอ้างอิงบรรณานุกรมได้ถูกต้องหรือไม่ มากกว่าเป็นการจับผิดงานเขียน น่าจะเรียกว่าเป็นการปรับคุณภาำพการเขียนของเรามากกว่า เช่น หากเราต้องอ้างอิงอาจใช้เครื่องหมายคำพูด (quotations) สรุปความ (summarize) และ เขียนใหม่ในแบบภาษาของเราเอง (paraphrase) เป็นต้น ไม่ใช่แทรกคำลงไปสองสามคำแล้วอ้างว่าเราได้ทำการเปลี่ยนแปลงข้อความแล้ว ไม่ต้องให้เกียรติบุคคลที่ทำงานวิจัย หรือบุคคลที่ค้นคว่าก่อนเรา เป็นต้น

การคัดลอกแม้ว่าบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ แค่เอาความคิดมาหน่อยไม่เห็นจะเป็นไร แต่จริงๆ แล้วบทลงโทษนั้น มีตั้งแต่การเพิกถอนปริญญาบัตร ตลอดจนการถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการ เท่ากับสิ่งที่ทุ่มเทมานั้นเสียเวลาเปล่าทั้งหมด ดังนั้นการใช้โปรแกรมตรวจสอบโจรกรรมทางวิชาการนั้นเป็นการรับรองอย่างหนึ่งว่าคุณทำงานวิจัยด้วยความสามารถ เขียนงานอย่างมีที่มา และให้เกียรติกับคนที่ทำงานวิจัยในสาขานั้น ไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นการปรับเพิ่มคุณภาพงานเขียนวิทยานิพนธ์ และบทความวิชาการให้มีคุณภาพมากขึ้น

โมนาได้มีโอกาสทดลองใช้ Turn it In ที่หลายๆมหาวิทยาลัยมีการใช้เช่นเดียวกัน ซึ่งอนุญาตให้ผู้สอน และนักศึกษาตรวจสอบ และเปรียบเทียบบทความที่เราเขียนเป็นภาษาอังกฤษ จุดเด่นของ Turn it in คือมีฐานข้อมูลเปรียบเทียบขนาดใหญ่ และบอกแหล่งที่มาว่าผู้เขียนอ้างงานมาจากที่ใด ซึ่งมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ได้ทำการทดลองใช้แล้ว นอกจากนี้ผู้สอนยังสามารถให้ feedback งานเขียนผ่านระบบออนไลน์ได้ ซึ่งหากเป็นการสอนรูปแบบออนไลน์ ถือว่าน่าสนใจทีเดียว แต่ว่ายังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่นจำเป็นต้องอบรมคนให้เข้าใจระบบ และงานเขียนประเภทไหนจึงเรียกว่าเป็นการละเมิดงานวิชาการ หากมหาวิทยาลัยนั้นมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ การใช้ turn it in คงจะเป็นไปไม่ได้ และ turn it in ใช้ได้สำหรับงานเขียนวิทยานิพนธ์และงานวิชาการที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น

จากเหตุผลโมนามองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นักศึกษาต้องมีความตระหนักรู้ในการเขียนงานทุกประเภท ไม่ใช่นึกอยากจะคัดลอกอะไรก็ได้ที่หาได้บน internet เป็นต้นเนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือได้ทุกอย่าง และการให้ความสำคัญกับคนที่ศึกษาเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาใดก็ตามเป็นเรื่องที่สำคัญ  แต่หากบางมหาวิทยาลัยที่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ หรือขาดการสนับสนุน อาจเลือกใช้ freeware อย่าง Viper Anti Plagiarism ซึ่งมีการ update โปรแกรมใหม่และขยายฐานข้อมูล แต่เดิมก็มีปัญหาเรื่อง server ล่มบ่อย แต่พอมีการ update แล้วต้องลง Net Framework 4 ด้วย จึงสามารถใช้ได้  อีก web site หนึ่งที่น่าสนใจทีเดียว หรือเป็นทางเลือกเพื่มอีกทางหนี่ง

  นอกจากนั้นยังมี web site ใหม่ๆ เช่น   Plagtracker ที่ให้บริการตรวจเช็คบทความวิจัยภาษาอังกฤษ จากฐานข้อมูลถึงแม้จะมีขนาดเล็กกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ Turn it in อย่างน้อยที่สุดก็ยังสามารถ ระบุแหล่งที่มาได้ว่าบทความภาษาอังกฤษนั้นเอามาจากแหล่งใด โปรแกรมเหล่านี้จะทำหน้าที่ตรวจสอบความคล้ายคลึงของเนื้อหาในบทความว่ามีความหมายหรือคล้ายคลีงกับบทความภาษาอังกฤษจากแหล่งอื่นๆ อย่างไรบ้าง โดยเน้นเป็นแถบสี หากพบว่ามีการลอกหรือมาเป็นต้น แต่ไม่ได้ upload paper ของเราไปอยู่บน internet แต่อย่างใด แม้กระทั่ง Turn It In ก็จะมีการถามว่ายินยอมให้ upload paper ไปไว้หรือไม่ สำหรับคนไหนที่ยังไม่ได้เผยแพร่หรือตีพิมพ์ผลงาน โมนาขอแนะนำว่าอย่า upload ค่ะ

  • สำหรับบทความวิจัยที่เป็นภาษาไทย จะตรวจสอบโจรกรรมทางวิชาการได้หรือไม่

  คำตอบคือได้ค่ะ ประเทศไทยก็มีบริการ web site ที่เรียกว่า anti kobpae ที่ตรวจได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ สำหรับการตรวจสอบจะมีสองแบบคือการ upload file พวก doc หรือ text กับอีกประเภทคือการตรวจข้อความจำนวนไม่เกิน 5000 คำ  นับว่าเป็นการพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ (NECTEC) ถือว่าเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งค่ะ หากมีเวลาว่างโมนาจะมาอธิบายเรื่องช่องโหว่ของโปรแกรมเหล่านี้ และข้อจำกัดบางอย่าง รอติดตามค่ะ
สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 

ใช้ Google อย่าง Guru

 

โมนากับทีมงานหายหน้าไปนานเนื่องจากหลายคนติดภารกิจเยอะมาก หลายคนกำลังเรียนปริญญาเอก แต่ก็ได้รับข่าวดีอย่างต่อเนื่อง เช่นน้องเม่ยเหนึ่งในทีมงานโทรมาแจ้งว่าได้รับทุนการศึกษาสองตัว จนตัดสินใจไม่ถูกว่าควรเลือกตัวไหนดี คุณแสงดีที่อีเมล์เข้ามาสอบถามเรื่องทุนต่างๆ ตลอดจนมีผู้ติดตามจากต่างประเทศที่เขียนอีเมล์มาแบ่งปันประสบการณ์มากมาย หากเป็นไปได้โมนาก็อยากเขียนอย่างต่อเนื่อง แต่การเรียนปริญญาเอกบ่งครั้งมันบ่อนทำลายความสุนทรียภาพในชีวิตได้เหมือนกัน ช่วงหลังๆ หลายคนเจอความเครียดต่างๆกันไป สำหรับโมนาเองก็ถึงต้องอ่านหนังสือชื่อ “Mastering Your PhD and Beyond: A Survival Guide” เหมือนเข็มทิศของชีวิตเลยทีเดียว หลังๆจึงไม่ค่อยมีเวลาเขียนเรื่องใหม่ๆ บ่อยนักค่ะ การจัดการความเครียดและสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น บางครั้งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าน แต่ไม่นานมันก็จะผ่านไป โมนาบอกกับเพื่อนๆที่เรียนด้วยกันเสมอว่า เรื่องดีเรื่องร้าย มันผ่านไปเร็วเสมอ และ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน เรียนจบด้วยกัน

เมื่อวานเป็นวันรายงานความก้าวหน้าของนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย ตอนช่วงพักมีคนมาถามว่าโมนามีบทความงานวิจัยเรื่องนี้ไหม เค้าหาข้อมูลเรื่องนี้ไม่เจอ จนโมนาได้คุยกับน้องเค้าว่าสรุปแล้วปรกติเวลาทำการค้นหาข้อมูล น้องทำอย่างไร คำตอบที่ได้รับคือก็ใช้ keyword แล้วค้นเอาน่ะค่ะ เลยได้แรงบันดาลใจว่าวันนี้ขอเขียนอะไรที่สั้นๆเรื่องการใช้ Google อย่าง Guru

จริงๆแล้วเวลาที่จะทำการค้นหาข้อมูลอะไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ก็จะทำการพิมพ์เข้าไป ถามอากู๋รู้ทุกอย่าง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก แต่อากู๋ทำได้มากกว่านั้นเนื่องจากมีความสามรถในการจำกัดขอบเขตของการค้นด้วย ดังน้ันคำถามคือจะ search อย่างไรล่ะ โมนาเคยอธิบายเบื้องต้นไปแล้วเรื่องการค้นหาข้อมูลให้ได้ดังใจ ว่าการค้นนั้นเราต้องดูลักษณะข้อมูลด้วยว่าผลที่ได้เป็นอย่างไร

1. ใช้ Keyword ช่วยในการกำหนดขอบเขตสิ่งที่เราต้องการค้น
อาจจะเริ่มจากการกำหนดคำก่อน เช่นโมนาสนใจเรื่องความเชื่อของสังคมไทย “Thai Beliefs” พอค้นไปข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความเชือของคนไทยกับไสยศาสตร์ แต่สิ่งที่โมนาต้องการคือความเชื่อเรืองเพศในสังคมไทยก็ควรจะเปลี่ยนคำค้นจาก “Thai Beliefs” เป็นคำว่า “Thai Values” จะหาข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่โมนาต้องการได้มากกว่า เวลา search ไม่ใช่ว่าใส่คำค้น แต่เราต้องลองด้วยว่าคำค้นประเภทใดจะตรงกับเนื้อหาที่เราต้องการหาด้วย อาจจะเริ่มจากคำค้นทั่วไป หรือแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อดูว่าข้อมูลประเภทใดสอดคล้องกับเรามากที่สุดเป็นต้น.

2. ใช้คำสั่งการต้นหาแบบเจาะจงหรือการค้นหาระดับสูงมาช่วย

คำสั่งระดับสูงมีอะไรบ้าง หลายคนอาจะจะเคยใช้มาแล้วแต่มักจำกัดอยู่ที่ AND หรือ OR เท่านั้น จริงๆแล้วอากู๋สามารถกำหนดขอบเขตที่เราต้องการค้นหาไม่ว่าจะเป็นประเภทของ file เป็นต้น เช่น

  • define:_______ กรณีที่เราต้องการหาความหมายไม่จำเป็นต้องไปหา online dictionary แต่ให้สังเกตว่าเราสามารถพิมพ์คำว่า define เพื่อเป็นการบอกว่าสิ่งที่เราต้องการค้นหาคือคำจำกัดความผลที่ได้ หากโมนาอยากรู้ความหมายของคำว่า forest ก็สามารถพิมพ์คำว่า define:forest ใน google จะแสดงผลเฉพาะคำจำกัดความของ forest เท่านั้น
  • filetype:_______ เป็นการระบุประเภทของข้อมูลที่เราต้องการค้นหาเช่นบทความวิจัยมักอยู่ในรูปแบบ pdf หรือ doc เราสามารถจำแนกการค้นอย่างเจาะจงได้เช่นโมนาต้องการหาข้อมูลเรื่อง resume ที่แบบเป็น doc คำค้นก็คือ resume filetype:doc เป็นต้น
  • site:________ เป็นการค้นหาข้อมูลเฉพาะเจาะจงจาก web site นั้นโดยครงเช่นโมนาต้องการข้อมูลเรื่อง Applied Linguistics จากweb site มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คำค้นคือ site:kmutt.ac.th  “Applied Linguistics” Google จะแสดงผลหน้า web site ของมหาวิทยาลัยและแสดงผลที่เกี่ยวกับสาขาวิชานั้นเป็นต้น

3. สำหรับคนไหนที่ใช้ Google Scholar ในการหาข้อมูลงานวิจัย

หากสังเกตที่บทความที่ทำการ search จะมีคำว่า cited by หมายถึงบทความนี้ถูกอ้างโดยงานอื่นอีกจำนวนกีเรื่อง ซึ่งโดยมากงานในเดียวกันจะพูกอ้างบ่อยๆหรือโดยงานที่มีความใกล้เคียงกัน หากเราเลือกคำว่า Cited by ก็จะแสดงรายชื่อบทความเหล่านั้น หรืออาจเลือกคำว่า related articles หมายถึงบทความวิจัยที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นช่องทางการค้นหาได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

นอกจากนั้นยังมีคำสั่งอีกหลายอย่างที่เราสามารถทดลองมาใช้ได้ โดยอ่านเพิ่มเติมได้ที่

http://www.navy22.com/th/component/content/article/941.pdf

http://www.translationslisko.com/blog/english/tips-translators-google-research-tool-1/

http://www.translationslisko.com/blog/english/tips-translators-google-research-tool-2/

 
สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 

EndNote กับการเขียนวิทยานิพนธ์

สำหรับเนื้อหาส่วนนี้โมนาจะอธิบายเรื่องการใช้โปรแกรม EndNote หลายคนอาจเคยได้ยินจากรุ่นพี่หรือรุ่นน้องตอนเขียนวิทยานิพนธ์ เนื่องจากโปรแกรมนี้ช่วยจัดการเรื่องการเขียนอ้างอิงและการเขียนบรรณานุกรมได้อย่างมีะระบบที่ถูกต้อง ปัจจุบัน EndNote เป็น version 15 หากใครอยากทดลองใช้ก็ลอง download จาก www.endnote.com โดยตรงหรือบางมหาวิทยาลัยจะมีบริการให้ download ผ่าน intranet หรืออาจเลือกใช้บริการจากทาง EndNote Web เมื่อต่อ internet ของมหาวิทยาลัยเป็นต้น

ทำความรู้จักโปรแกรม EndNote

โปรแกรม EndNote  เป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้จัดการฐานข้อมูลบรรณานุกรม เช่น การสืบค้น   การจัดเก็บข้อมูล   การจัดวางรูปแบบบรรณานุกรมเพื่อทำวิทยานิพนธ์และงานวิจัย หรือรายการอ้างอิงที่สืบค้นจากฐานข้อมูลออนไลน์  ซึ่งโปรแกรม EndNote สามารถทำหน้าที่ทำงานประสานกับ Microsoft Word เพื่อจัดทำบรรณานุกรมในรูปแบบที่เรากำหนดรวมทั้งยังสามารถ Update บรรณานุกรมใหม่ๆได้อีกด้วย

วิธีการเปิดโปรแกรม Endnote  

การเปิดโปรแกรม Endnote จะทำได้สองวิธี วิธีแรกคือการเปิดโดยตรงจาก Program files หรืออีกวิธีคือการเปิดโปรแกรมจาก Ms Word ตามที่ปรากฏในรูปภาพที่ 1 และ 2

รูปที่ 1 วิธีการเปิดโปรแกรม EndNote จาก Program file

รูปที่ 2 วิธีการเปิดโปรแกรม EndNote จาก MS Word

รูปแบบโปรแกรม EndNote

หน้าต่างของโปรแกรม EndNote จะเรียกว่า library  หากใครอยากลองโปรแกรม EndNote ก็ลองเปิด file C:\Users\Public\Documents\EndNote\Examples จะมีตัวอย่าง library ของ EndNote ให้เราลองเรียนรู้ได้ รูปที่ 3 จะเป็นตัวอย่างของโปรแกรม EndNote

รูปที่ 3 ตัวอย่างโปรแกรม EndNote

หาก Double-click ไปที่รายชื่อบรรณานุกรมจะแสดงรายชื่อและข้อมูลของบรรณานุกรมนั้นๆ อยู่นั่นเองตามรูปภาพที่ 4

รูปที่ 4 ตัวอย่างโปรแกรม EndNote และ reference type

วิธีการกำหนดรูปแบบบรรณานุกรม

การกำหนดรูปแบบบรรณนานุกรมให้เป็น APA หรือเป็นแบบอื่นๆที่เราต้องการเช่น IEEE Vancouver Style หรือบรรณนุกรมอื่่นที่เราต้องการทำได้โดยเปิดโปรแกรม EndNote แล้วทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. กดปุ่ม“Edit”
  2. เลือก “Output Style”
  3. เลือก “Open Style Manager”
  4. กดปุ่ม “APA 5th”
  5. กดปุ่ม “Edit”

หลังจากนั้นเราจะพบว่า Library ของเราได้จัดรูปแบบบรรณานุกรมตาม “APA 5th” ตามที่เราต้องการ นอกจากนี้เราสามารถเลือก Style บรรณานุกรมแบบอื่นๆได้อีกด้วยตามรูปที่ 5-7

รูปที่ 5 การเลือกคำสั่ง Output Style

รูปที่ 6 การเลือกบรรณานุกรมที่เราต้องการ

รูปที่ 7 บรรณานุกรมจะมีการเปลี่ยนรูปแบบเป็นไปตามที่เรากำหนด

การสร้างบรรณนุกรมใหม่

§การเพิ่มบรรณานุกรมใน Library สามารถทำได้หลายวิธีเช่น แบบ Manual โดยป้อนข้อมูล “reference” เช่น ชื่อผู้เขียน ปีที่พิมพ์ ชื่อหนังสือ ประเภทหนังสือ เป็นต้น สมมุติว่าเราจะลองสร้าง library ใหม่ชื่อ “Tryout” ให้ทำตามขั้นตอนตามลำดับดังต่อไปนี้
  1. Click ที่ “Menu”
  2. เลือก “Create a new library”
  3. กำหนดชื่อ library ตามที่เราต้องการ
  4. Right Click เลือก “new reference” อีกวิธีหนึ่งคือกดปุ่ม(CTRL+N)

รูปที่ 8 การสร้างรายชื่อบรรณานุกรมใหม่

การพิมพ์ข้อมูลใน library

หลังจากเลือกประเภทของ Reference เช่น book, journal article, thesis, edited book เป็นต้นและพิมพ์รายละเอียดต่างๆ ลงในช่องว่าง เช่น Author, Year, Title, Publisher, City เป็นต้น ดูรายละเอียดการกรอกข้อมูลต่างๆได้จาก รูปที่ 9-11

  • Author: ให้พิมพ์ “Last name” ลงไปก่อนตามด้วย comma และชื่อต้นอาจเป็นชื่อเต็ม หรือ ชื่อย่อก็ได้ (Initial Name) เช่น James Dean Brown ต้องพิมพ์เป็น Brown, J. D. หรือ Brown, James Dean ก็ได้เช่นเดียวกัน โปรแกรม Endnote จะใช้เครื่องหมาย comma (,) เป็นตัวบอกว่า “Last name” สิ้นสุดที่ใด
  • Year: ใส่ปีที่พิมพ์
  • Title: ใส่ชื่อเรื่อง เป็นตัวอักษร Capital Letter เฉพาะตัวอักษรชื่อแรกของเรื่อง
  • Edition: สำหรับหนังสือที่มีการพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่เท่าไร
  • City: ใส่ชื่อเมืองหรือประเทศที่ตีพิมพ์หนังสือ
  • Publisher: ใส่ชื่อสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือ
  • Journal: ถ้าบรรณานุกรมนั้นมาจาก Journal จำเป็นต้องพิมพ์ชื่อ Journal เป็นตัวอักษร Capital Letter เฉพาะตัวอักษรตัวแรก เช่น “Language Learning Journal” เป็นต้น
  • Volume/Issues: สำหรับ Journal ให้ใส่เลขที่ Volume และ Issues ลงไป
  • Pages: ถ้าบรรณานุกรมเป็น Journal ให้ใส่เลขที่หน้าต้นและหน้าท้ายเช่น 45-79
  • University: หากบรรณานุกรมเป็น “Thesis” ให้ใส่ข้อมูลว่า Thesis นั้นมาจากสถาบันใด
  • Access Date:  สำหรับบรรณานุกรม Electronic Source จำเป็นต้องใส่วันที่เราได้ข้อมูลด้วย
  • URL: สำหรับใส่ที่อยู่ “Internet address” ที่เราได้ดึงข้อมูลมา

รุปที่ 9 การกรอกข้อมูลที่เป็น Journal

รูปที่ 10 การกรอกข้อมูลที่เป็น thesis
รูปที่ 11 การกรอกข้อมูลที่มาจาก internet
การคัดลอกบรรณานุกรมจาก Library สู่ MS Word
.หากเราต้องการคัดลองบรรณานุกรมจาก Library สู่ Microsoft Word ตามรูปแบบที่เรากำหนดเราสามารถทำได้โดยเปิดโปรแกรม Reference ที่เราต้องการ โปรแกรมจะแสดงรายชื่อ References ที่เราได้ทำการจัดเก็บไว้แล้วทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
  1. กดปุ่มรายชื่อที่เราต้องการคัดลอกลงใน Microsoft Word หากต้องการรายชื่อทั้งหมดกดปุ่ม (CTRL+A)
  2. Right Click เลือก “Copy Formatted”
  3. เลือกคำสั่ง  “Paste หรือ วาง” ใน Microsoft Word\

รูปที่ 12 แสดงวิธีการคัดลอกบรรณานุกรมสู่ Word
รูปที่ 13 ตัวอย่างบรรณานุกรมที่ใช้ EndNote
หากถามว่า EndNote ต่างกับ Zotero อย่างไร โมนาขอสรุปให้ว่าโปรแกรม EndNote ดีกว่า Zotero แต่ค่า license ราคาสูง บางครั้งโมนาเองเลยเลือกใช้  EndNote Web ผ่าน intranet ของมหาวิทยาลัยแทน แต่ Zotero นั้นบางครั้งข้อมูลอาจ export ไม่ถูกต้องบางครั้งเราต้องมากตรวจเช็คอีกรอบหนึ่ง แต่เป็นฟรีแวร์ค่ะ หากใครอยากได้ ppt ชุดนี้ก็ e-mail มาขอได้ที่ linguistmona@yahoo.com
linguistmona

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 

Ginger Software ขิงแก่ไม่ธรรมดา

พอเขียนเรื่อง Grammar Checker แล้วมีคนถามว่าทำไม่ไมใช้โปรแกรมอย่างอื่นช่วยในการตรวจทานเวลาเขียนบทความภาษาอังกฤษ จริงๆแล้วตั้งใจว่าในเดือนกุมภาพันธ์ผู้เขียนจะรวบรวม link และ web-based resources ต่างๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ง่ายขึ้นแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ เนื่องจากติดงานสัมมนาวิชาการ จะให้เขียนตลอดก็คงไม่ได้แต่จะพยายามแบ่งปันเทคนิคง่ายๆ ให้มากขึ้น เช่นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการเรียนต่อตลอดจนประชาสัมพันธ์ข้อมูลเรื่องทุนการศึกษาให้มากขึ้นเป็นต้น ขอขอบคุณทุกคนที่ให้คำแนะนำ ตลอดจนเขียนอีเมล์เข้ามาสอบถามว่าควรทำอย่างไรเมื่อต้องการเรียนต่อ ขอบคุณที่สนใจอ่านบทความของเรา

สำหรับวันนี้ผู้เขียนจะอธิบายเรื่องเกี่ยวกับ Ginger ที่แปลว่าขิง แต่ขิงนี้เปฺ็นชื่อโปรแกรมที่ใช้ครวจสอบการเขียนบทความภาษาอังกฤษ แรงดีจนติดอันดับหนึ่งในสี่โปรแกรมยอดนิยมที่ใช้ตรวจสอบการเขียนภาษาอังกฤษ บางคนอาจเลือกใช้ Grammarly, Whitesmoke และ Spellcheckplus เป็นต้น สำหรับคนไหนที่อยากอ่านบทความเกี่ยวกับโปรแกรมที่ช่วยตรวจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษก็ลองไปอ่านดูตาม Web ข้างล่างนี้ แต่ราคาค่อนข้างสูง

แต่ข้อดีของ Ginger คือมีบริการ web-based ฟรีแล้วบอกแนวทางการแก้ไขไวยากรณ์ภาษาอังกฤษให้ด้วย จนผู้เขียนนำเรื่องขิงมาชง เอ้ยไม่ใช่มาเขียนแบ่งปันว่ามีวิธีการใช้งานอย่างไร นอกจากนั้นแล้วช่วยให้คนที่จำเป็นต้องเขียนภาษาอังกฤษตระหนักถึงปัญหาเบื้องต้นเมื่อต้องเขียนงานออกมาเป็นภาษาอังกฤษ แต่อย่าลืมว่า web-based พวกนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้ร 100% แต่ช่วยทำให้เราตระหนักว่าเวลาเขียนแล้วมีปัญหาหรือข้อผิดพลาดคืออะไร เพื่อจะได้ระมัดระวังการเขียนภาษาอังกฤษมากขึ้น สำหรับการตรวจสอบบทความนั้นก่อนอื่นเลยต้องไปที่ web site ตามที่อยู่ข้างล่างนี้

  • วิธีการใช้

เราสามารถ copy file ที่เราต้องการตรวจสอบจาก word หรือ พิมพ์ลงในกล่องข้อความด้านบนได้เลย แต่ไม่ควรใส่ graphics รูปภาพ หรือตารางลงไป เนื่องจาก web-based จะไม่สามารถตรวจสอบได้ หลังจากนั้นกดปุ่มขิง ตามวงกลมสีแดงดังภาพที่ปรากฎอยู่

ส่วนผลที่ปรากฏคือหากมีข้อผิดพลาดในบทความหรือข้อความทีเราเขียน จะปรากฎการแก้ไขด้านไวยากรณ์ในด้วยตัวอักษรสีเขียว ดูรูปด้านล่าง

ถือว่าเป็น web-based ที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งเลยค่ะ แต่อย่าลืมว่าเราต้องลองศึกษาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วยเพื่อที่จะพัฒนางานเขียนภาษาอังกฤษให้ดียิ่งขี้นค่ะ

Linguistmona

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/

อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิชาสถิติ ตอนที่ 1

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิชาสถิติ ตอนที่ 1

 นารา กิตติเมธีกุล

สถิติมีความหมาย 2 อย่างคือ

ความหมายที่ 1 หมายถึง ตัวเลขหรือกลุ่มของตัวเลขที่แสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นข้อมูลคะแนนของนักศึกษาในชั้น น้ำหนักของสินค้าในบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

ความหมายที่ 2 หมายถึง วิชาที่เป็นทั้งวิทยาศาสตร์และศิลป์ ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย
การเก็บรวบรวมข้อมูล (collection of data)
การนำเสนอข้อมูล(presentation of data)
การวิเคราะห์ข้อมูล (analysis of data)
การความหมายข้อมูล (interpretation of data )

ในความหมายนี้ หมายถึง วิธีการที่เริ่มต้นตั้งแต่การเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีหลายวิธีเพราะต้องเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสม ถ้าได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสมข้อมูลเหล่านี้ย่อมใช้ไม่ได้ หรือใช้ได้แต่เพียงส่วนน้อยข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา จำเป็นจะต้องมีการนำมาจัดใหม่ให้ดูง่ายหรือเป็นระเบียบ การจัดข้อมูลใหม่อาจใช้ตาราง กราฟ หรือรูปภาพขั้นตอนนี้เรียกว่าการนำเสนอข้อมูล

ความหมายของศัพท์ในวิชาสถิติ

ข้อมูล (data) หมายถึง ข้อความจริง ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขหรืออาจเป็นข้อความที่ไม่ใช่ตัวเลขแปลว่า ทุกสิ่งที่อย่างที่รวบรวมมา จะเป็นตัวเลข คำพูด รูปภาพ เสียง หรือรหัสชนิดต่าง ๆ ก็ได้

ข้อมูลสถิติ หมายถึง ตัวเลขที่เก็บรวบรวมมาจากที่ใดที่หนึ่งซึ่งอาจเป็นคะแนนสอบไล่,อายุแปลว่า ตัวเลข ที่เก็บมา

ประชากร (population) หมายถึง ข้อมูลหรือกลุ่มทั้งหมดที่ต้องการศึกษาแปลว่า ขอบเขตของสิ่งต้องการรู้ทั้งหมด ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนหรือสิ่งมีชีวิต คำว่าประชากรจึงหมายถึงหน่วย (Unit) ทุกหน่วยที่สนใจในการเก็บข้อมูล หรือเรียกว่า ผู้ที่มีสิทธิในการถูกเก็บข้อมูล

ตัวอย่าง (sample) หมายถึง บางส่วนของประชากรซึ่งเป็นส่วนที่เราเก็บข้อมูลแปลว่า ส่วนหนึ่งของประชากรที่ถูกเก็บข้อมูลมา

พารามิเตอร์ (parameter) หมายถึง ตัวเลขที่อธิบายลักษณะของประชากรซึ่งคำนวณหรือวิเคราะห์ประชากรแปลว่า ตัวเลขที่สามารถใช้ในการคำนวณแบบ บวกลบ คูณ หารกันได้ จะไม่รวมถึงตัวเลขที่เปลี่ยนค่าจากข้อมูลทีใช่ตัวเลข เช่น เพศชายเป็น 1 เพศหญิงเป็น 2 ตัวเลขแบบนี้ จะเรียกว่า ข้อมูลสถิติแบบ Non Parametric

ค่าสถิติ (statistic) หมายถึง ตัวเลขที่อธิบายลักษณะของกลุ่มตัวอย่างซึ่งคำนวณหรือวิเคราะห์มาจากกลุ่มตัวอย่าง ค่าสถิตินี้จะต้องเป็นการคำนวณ หรือนับ หรือผ่านกระบวนการอะไรบางอย่างกับข้อมูลที่เก็บมา

สารสนเทศ (information) หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์เบื้องต้นหรือเป็นการวิเคราะห์ขั้นสูงก็ตามการวิเคราะห์ จะหมายถึงการจัดเรียง การคำนวณ การแบ่งกลุ่ม หรือทำอะไรบางอย่างเพื่อต้องการแปรค่า

ตัวแปร (Variable) คือคุณลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีค่าเปลี่ยนแปลงไป ตามสภาพแวดล้อม เช่น เวลา บุคคล สถานที่ เหตุการณ์

ประเภทของวิชาสถิติ

สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic)

สถิติที่ใช้จัดกระทำกับข้อมูลที่ได้มาเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการฉายภาพให้เห็นลักษณะต่าง ๆ ของข้อมูล ไม่นำไปอ้างอิงกับข้อมูลชุดอื่น

สถิติเชิงพรรณนา จะเป็นการอธิบายลักษณะทั่วไปของข้อมูลที่ได้มาเท่านั้น แต่จะไม่สามารถสรุปการทดสอบอะไรได้เลย เช่น

  • ค่าเฉลี่ย (Mean)
  • ฐานนิยม (Mode)
  • มัธยฐาน (Median)
  • ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
  • ความแปรปรวน (Variance)
  • สัมประสิทธิ์ความผันแปร (Coeffience of Variation)
  • ส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย (Mean Deviation)
  • พิสัย (Range)
  • เปอร์เซ็นไทล์ (Percentile)
  • คลอร์ไทล์(Quartile)
  • พิสัยควอร์ไทล์(Inter-quartile range)
  •  ส่วนเบี่ยงเบนควอล์ไทล์ (Quartile Deviation)
  • ความเบ้ (Skewness)
  • ความโด่ง (Kurtosis)

สถิติเชิงอนุมาน (Inductive Statistics )

สถิติที่ใช้จัดกระทำกับข้อมูลที่ได้มาเพียงบางส่วนของข้อมูลทั้งหมด เพื่อนำไปอ้างอิง หรือประมาณค่า (Estimation) กับข้อมูลชุดอื่นที่ยังไม่ทราบ หรือไม่มีข้อมูล โดยการอาศัยการทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) ด้วยวิธีต่าง ๆ

สถิติเชิงอนุมาน คำว่าอนุมานแปลว่าทึกทักเอา จะเป็นการอาศัยค่าสถิติต่าง ๆ ที่อยู่ในสถิติเชิงพรรณนามาทดความสมมติฐาน เพื่อหาข้อสรุปว่า ข้อมูลที่ได้มา จะเท่า หรือ ไม่เท่า ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ และในการตั้งสมมติฐานทุกครั้งจะต้องมีการใส่เครื่องหมายเท่ากับไว้ที่สมมติฐานหลักเสมอ

สถิติพาราเมตริกและนอนพาราเมตริก(Parametric and Non-parametric)

การใช้สถิติเชิงอนุมานวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สถิติพาราเมตริก และสถิตินอนพาราเมตริก

สถิติพาราเมตริกคือ เทคนิคทางสถิตที่มีข้อตกลงเคร่งครัด เกี่ยวกับระดับการวัดของตัวแปร การแจกแจงของตัวแปร (t-test, z-test และ f-test)

  • ค่าที่วัดได้ต้องมีความหมายในระดับอัตราภาค เช่น ความสูง น้ำหนัก สติปัญญา
  • ตัวแปรต้องมีการแจกแจงแบบปกติ
  • สถิตินอนพาราเมตริก คือ เทคนิคทางสถิติที่ไม่มีข้อตกลงเคร่งครัด (chi-square test)
  • ตัวแปรที่นำมาศึกษาอาจเป็นตัวแปรเชิงคุณภาพ เช่น เพศ อาชีพ หรือตัวแปรเชิงคุณภาพที่วัดได้เพียงระดับจัดลำดับ
  • ตัวแปรที่ศึกษาจะมีการแจกแจงแบบได้ก็ได้

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/

อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 

เมื่อโลกไม่มี Hard disk-แล้วจะเก็บข้อมูลไว้ไหน?

จากบทความเนชั่นรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2554 เรื่อง “เมื่อโลกนี้ไม่มี Hard disk” ของคุณจักรกฤษณ์ สิริริน โมนาจึงได้แรงบันดาลใจเขียนบทความเรื่องนี้ แล้วตั้งชื่่อหัวเพื่อให้เกี่ยรติที่มของผู้เขียนคอลัมน์นั้นสำหรับนักวิจัย และนักศึกษา ปัญหาโลกแตกคือการสำรองข้อมูล เพื่อนของโมนาคนหนึ่งพึ่งสอบวิทยานิพนธ์เสร็จ โดนทุบรถ แล้วขโมยโน๊ดบุ๊คไปแล้วเจ้าตัวไม่ได้ทำการสำรองข้อมูลไว้ มีแต่เก็บไว้ในโน๊บุ๊ค ผลคือเจ้าตัวต้องพิมพ์วิทยานิพนธ์ทั้งเล่มใหม่หมด โดยดูจากต้นฉบับตามที่ทีปรึกษาวิทยานิพนธ์แก้ไขให้

หากน้องน้ำท่วมบ้านหรือท่วมคอมพิวเตอร์ล่ะ เจอ virus เขมือบข้อมูลล่ะ เราจะทำอย่างไร นักศึกษาบาคนชอบมาขอ file ผลก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์มักจะมีแต่ไวรัส การ scan อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง ถ้าแย่หน่อยก็ต้อง format  ดังนั้นคำถามคือเราจะสำรองข้อมูลไว้ที่ไหนล่ะ ?

จากการสอบถามข้อมูลของน้องๆ ปริญญาโทส่วนใหญ่จะเลือกวิธีแรกคือ

1. สำรองข้อมูลในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น CD, Thumb drive, External hard disk, SD card, และ มือถือ จนดูเหมือนว่าอุปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องพกติดตัวกันตลอดเวลา อย่างของโมนาเองก็จะต้องมีการ back up ข้อมูลเดือนละครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสูญหาย

โมนาเคยเจอประสบการณ์ตรง คือเครื่องคอมพิวเตอร์ค้าง ข้อมูล word ที่พิมพ์ไว้หายไปหมด สมัยนั้นยังใช้ Windows 98 หรือ Windows 2000 อยู่ โห! น้ำตาไหลพรากๆ ต้องพิมพ์ใหม่หมดเกือบสามสิบหน้า ตั้งแต่นั้นมาโมนาจะสำเนาข้อมูลไว้ด้วยการเขียน File ลงใน CD เพราะเสถียรกว่าการเก็บข้อมูลด้วย Floppy Disk พอเทคโนโลยีเปลี่ยนไปก็มี Mp3 recorder ช่วย back up ข้อมูลอีกทางหนึ่ง

ตำแนะนำแรกคือบันทึกข้อมูลบ่่อยๆ และควรมีตัวเก็บบันทึกข้อมูลสำรองเพื่อป้องกันปัญหาแบบนี นอกจากนั้นเรายังสามารถ back up ข้อมูลไว้ที่อื่นได้ด้วย

2. การสำรองข้อมูลในระบบออนไลน์ เช่น e-mail และ online storage  (เช่น dropbox) หลายคนเลือกใช้บริการฝากไฟล์ของตัวเองไว้ใน e-mail  ซึ่งหากเขียน e-mail ขนาด file จะมีขนาดได้ไม่เกิน 25 MB และความจุของ e-mail ก็แค่ 5 GB เท่านั้น บางคนอาจไม่ชอบ เอแล้วเราสามารถฝากไฟล์ หรือ สำรองไฟล์ไว้ได้ที่ไหน

ปัจจุบันมีการให้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Cloud Computing มาใช้ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเก็บข้อมูลไปด้วย แทนที่จะเก็บข้อมูลไว้ใน hard disk ก็กลายเป็นเก็บข้อมูลและทำงานผ่านเครือข่ายออนไลน์ แล้วผู้ใช้งานก็สามารถทำงานผ่าน web browser ได้เลยเป็นต้น ตัวอย่างง่ายๆ เช่น  bookmark เราต้องการให้ web browser ไม่ว่าจะเป็น Google chrome, Firefox หรือ Opera มี Bookmark เหมือนกัน เราสามารถ download ส่วนเสริมที่เรียกว่า Xmarks เมื่อใดก็ตามที่เราเปลี่ยนตัว web browser ตัว Xmarks จะทำการเชื่อมโยงข้อมูล Bookmark ของเราที่เราได้ทำการบันทึกหรือเปลี่้ยนแปลงไว้โดยอัติโนมัติ ไม่จำเป็นที่ต้องเปฺิด my favorite หรือจดที่อยู่ web site เองเป็นต้น

ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับทางเลือกสำรองดีกว่าว่าเราสามารถ back up ข้อมูลแบบฟรีๆ ไว้ที่ไหนได้บ้าง

Dropbox ตอนนี้เป็นผู้นำในการให้บริการการฝากหรือแบ่งปันข้อมูล และมีระบบ restore ให้เราเพื่อกู้หรือแก้ไขข้อมูลเก่าของเราได้ ข้อดีคือ ใช้งานง่ายและสามารถบันทึก file ได้เหมือนกับคอมพิวเตอร์ของเราเอง นอกจากนี้ยังสามารถขยายความจุของ hard disk ด้วยการส่ง e-mail ไปเชิญชวนให้เพื่อนๆมาใช้บริการ dropbox หากคนไหนสนใจและอยากลองใช้ดู ลองอ่านบทความเพิ่มเติมที่ Dropbox สุดยอดของการบริการฝากไฟล์ จาก notebookspec.com ดูนะคะ

อันเนื่องมีคนแอบบ่นว่าความจุน้อยไป มี web อื่นๆที่ให้บริการแบบนี้ เอาซัก 5 GB หรือมากว่านี้ มีไหม? ได้ค่ะ จัดให้แล้วนะคะ อย่าลืมส่งส่วยด้วยการเลี้ยงกาแฟดำหนึ่งแก้วนะ จัดให้แล้ว แหมเห็นโมนาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องคอมหรือไง?

ใครๆเป็นสาวก hotmail ก็ลองเข้าไปที่ web นี้ดูวนะคะ ข้อดีคือคุณสามารถ upload ข้อมูลหรือส่งข้อมูลให้เพื่อนได้หาก File นั้นมีึขนาดใหญ่มาก แล้ว วิธีการคือการ log in หรือเป้นสมาชิก ซื่งเหมือนกับการสมัคร e-mail ค่ะ ความจุสะใจเลยค่ะอยากรู้ว่าได้เท่าไรลองเข้าไปใช้บริการเอาเองค่ะ

หากใครชอบ dropbox แล้วก็น่าจะชื่นชอบ IDrive ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อก่อน IDrive จะมีบริการให้แนะนำหรือทดลองใช้ฟรีแล้วผู้ใช้สามารถได้รับความจุ online storage เพิ่มเติมหากแนะนำให้คนอื่นเข้าเป็นสมาชิกห้าคน ความจุจะกลายเป็น 10 GB แต่โมนาไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้ยังมีบริการนี้หรือไม่อย่างไรก็ตามจุดเด่นของ idrive คือระบบรักษาความปลอดภัยออนไลน์นั่นเอง

ข้อควรระวังคือการ upload ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ โดยส่วนตัวแล้ว แม้ว่าระบบ online storage จะมีความปลอดภัยในระดับหนึ่งแต่เราเองก็ต้องระมัดระวังดูแลความปลอดภัยและการแบ่งปันข้อมูลด้วย สำหรับคนไหนอยากอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ลองศึกษาดูได้ที่

http://www.irnovo.com/2011/04/best-free-online-cloud-file-storage.html

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
Thai grads โดย http://thaigrads.wordpress.com/

อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ thaigrads.wordpress.com.

 
 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 27 other followers